Editor’s Talk


บทบรรณาธิการ ล่าสุด

25 กรกฏาคม 2560 | โดย : ชาคร หนูคงใหม่

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ไทยเหลวแก้เหลื่อมล้ำ เหตุหลงทางนานกว่า2ทศวรรษ

               วันนี้ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวทีเสวนา "การวิจัยเพื่อฝ่าข้ามความเหลื่อมล้ำ : คนพิการและผู้สูงอายุ" ณ รร.โนโวเทล แพลทินัม ย่านประตูน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวปาฐกถาเปิดงาน ซึ่ง นายกอบศักดิ์ ชี้ว่า การพัฒนาประเทศไทยเพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อาจดำเนินไปอย่างไม่ถูกทิศทาง
          นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ในมุมหนึ่งแม้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากนับจากปี 2531 ที่มีเพียง 4,000 ครัวเรือนเท่านั้นที่มีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน แต่ในปี 2554 พบว่า มีครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือนถึง 2.3 แสนครัวเรือน ส่งผลให้จำนวนประชากรที่อยู่ในเกณฑ์ความยากจนลดลง จากในอดีตที่มีสูงกว่าร้อยละ 50 ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงร้อยละ 10 แต่ปัญหาที่พบคือ ความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างรายได้และการถือครองทรัพย์สินระหว่างกลุ่มคนรวยกับกลุ่มคนจน ไม่เคยลดความรุนแรงลงไปจากเดิม
          กอบศักดิ์ ภูตระกูล
          "20 ปีที่ผ่านมา คน 20 เปอร์เซ็นต์ที่รวยที่สุด มีรายได้ 54 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ส่วนคน 20 เปอร์เซ็นต์ที่จนที่สุด มีรายได้แค่ 4 เปอร์เซ็นต์ นี่คือการพัฒนาที่เราบอกจะเป็นเสือตัวที่ 5 เป็นความมหัศจรรย์ของเอเชีย แต่พัฒนาไปแล้วไม่มีข้อดีอะไรเลยสำหรับคนที่อยู่ข้างล่าง นี่หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน นี่หรือการพัฒนาที่เราอยากได้ คนที่จนที่สุด 24 ปีผ่านไปรายได้เพิ่มขึ้น 2,000 บาท แต่คนรวยที่สุดรายได้เพิ่ม 20,000 บาท หมายความว่ายิ่งพัฒนา เศรษฐกิจยิ่งดีขึ้น ส่วนแบ่งก็ตกอยู่กับคนข้างบนเสียเป็นส่วนใหญ่" นายกอบศักดิ์ ระบุ
          ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อไปว่า เหตุที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เคยหายไปเพราะสังคมไทยขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง ความหมายของความเหลื่อมล้ำไม่ใช่การมีรายได้หรือทรัพย์สินที่แตกต่างกัน หากแต่หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงโอกาสที่แตกต่างกัน อย่างตนเคยทำงานอยู่แถวสีลม จึงได้สังเกตความเคลื่อนไหวในซอยละลายทรัพย์ พื้นที่การค้าสำคัญย่านสีลมมาประมาณ 5 ปี แน่นอนร้านค้าต่างๆ ได้รับอานิสงค์จากการพัฒนาประเทศ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น ขายของได้ดีขึ้น
          แต่คำถามสำคัญคือร้านค้าเหล่านี้สามารถไล่ตามคนอื่นๆ ทันหรือไม่ เช่น เศรษฐีระดับเจ้าสัวสามารถไปได้ไกล ซึ่งนี่ความจริงของประเทศไทย หากนำคนจนสุดถึงรวยสุดมาเรียงกัน นับจาก 1 - 100 ในรอบ 24 ปี พบว่า เกณฑ์เพิ่มรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 700 ในจำนวนนี้คนที่รวยที่สุดรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 900 เขาเป็นนักวิ่งก็วิ่งไปเลย การพัฒนาแบบนี้ยากที่จะลดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนที่มีฐานะดี มีโอกาสดีกว่าผู้อื่น ย่อมสามารถหยิบฉวยเอาโครงการดีๆ ต่อไป ผลสุดท้ายกำไรก็ยังคงตกอยู่กับคนกลุ่มนี้
          "เราขายก๋วยเตี๋ยว ขายกล้วยแขก ได้กำไรนิดๆ หน่อยๆ ของเขาทำโครงการทีได้หมื่นล้าน อีกโครงการได้ 5 หมื่นล้าน จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทยจึงไม่หมดไปเสียที เพราะมันไม่ได้อยู่ที่มีคนบางคนไม่ได้เงิน แต่อยู่ที่คนบางคนได้เร็วกว่าคนอื่น แล้วคนอื่นไล่ตามเขาไม่ทัน ขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มที่อยู่ข้างล่าง ประเทศขยายตัวได้ 700 เปอร์เซ็นต์ใน 24 ปี คนกลุ่มนี้ได้แค่ 550 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มต่ำสุดรายได้เพิ่ม แต่เพิ่มไม่มาก นี่คือหัวใจทั้งหมดของปัญหาความเหลื่อมล้ำ คือโอกาสของคน 2 กลุ่มที่ไม่เท่ากัน" นายกอบศักดิ์ กล่าว
          นายกอบศักดิ์ ย้ำว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ถูกต้อง ต้องอยู่บนหลักคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนระดับบนไม่เดินเร็วจนเกินไป และทำอย่างไรให้คนระดับล่างเดินตามขึ้นมาได้ทัน เพราะหากแก้ไม่ได้จะเกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมตามมา เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ อาทิที่เกิดขึ้นแล้วในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่นั่นมีกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่ามีคนเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจ และได้มากเกินไป ขณะที่คนอีกร้อยละ 99 ไม่ได้หรือแทบไม่ได้อะไรเลย

บทบรรณาธิการย้อนหลัง

9 มิถุนายน 2560 | โดย : ชาคร หนูคงใหม่
27 เมษายน 2560 | โดย : ชาคร หนูคงใหม่
10 เมษายน 2560 | โดย : ชาคร หนูคงใหม่
Scroll To Top